บทความสัมภาษณ์กรรมการผู้จัดการ OSC
บทความสัมภาษณ์กรรมการผู้จัดการ OSC เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับประจำวันที่ 1-4 ตุลาคม 2560
1. อยากให้เล่าถึงประวัติของบริษัท เริ่มต้นอย่างไร ผลสำเร็จของการประกอบการที่ผ่านมา และลักษณะของธุรกิจ
บริษัท โอเวอร์ซีส์ เรยอง อินดัสเตรียล จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 รวมระยะเวลากว่า 45 ปี ซึ่งธุรกิจสิ่งทอนี้สืบสานเจตนารมณ์ของผู้เป็นบิดา มานานหลายสิบปีในชื่อบริษัท โอเวอร์ซีการ์เม้นท์ ซึ่งทำการผลิตถุงเท้ากีฬาและกาเม้นท์เป็นหลัก โดยเริ่มมีเครื่องจักร 20 กว่าเครื่อง และมีพนักงาน 20 กว่าคน และเป็นช่วงที่คุณวโรดม กอนุประพันธ์ ได้เข้ามาบริหารกิจการต่อ ด้วยความที่ท่านมีความถนัดด้านสิ่งทอมากกว่า จึงตัดสินใจยุบแผนกกาเม้นท์ลง ซึ่งในช่วงนั้นการตลาดในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการแย่งโควตากับประเทศอื่น คุณวโรดม กอนุประพันธ์ จึงได้ตัดสินใจทำการผลิตถุงเท้าเพียงอย่างเดียว ถุงเท้าที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นถุงเท้ากีฬา ลูกค้าส่วนมากเป็นเจ้าของแบรน์เนมที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมสูงไม่ว่าจะเป็น FBT, Grand Sport, Fla และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย โดยธุรกิจในช่วงนั้นทางบริษัทจะรับผลิตสินค้าตามออเดอร์หรือที่แต่ละแบรนด์สั่งผลิต ซึ่งจะมีการใช้วัตถุดิบและเทคนิคในการผลิตที่แตกต่างกัน บริษัทเราจึงเปรียบเสมือนมืออาชีพในการผลิตหรือที่เรียกง่ายๆ ว่า มือปืนรับจ้าง นั่นเอง และปัจจุบันบริษัทของเราก็ได้ทำการผลิตและจำหน่ายถุงเท้าในแบรนด์ของเราเอง อาทิเช่น Ai , My Dear , New Yorker, Kiddy ด้วยผลงานจึงเป็นการรับประกันในความเป็นผู้นำด้านการผลิตถุงเท้าที่มีคุณภาพ ระดับมาตรฐานสากลจนถึง ณ ปัจจุบันนี้
2. จุดเด่นในการแข่งขันของบริษัทในปัจจุบัน
ในเรื่องจุดเด่นของการแข่งขันทางบริษัทเราจะเน้นในเรื่องของคุณภาพ การบริการ และการจัดส่งสินค้าที่ตรงตามเวลา ที่กำหนดเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันมีภาวะการแข่งขันสูง นอกจากการคำนึงถึงการกำหนดราคาที่เหมาะสมแล้ว คุณภาพของสินค้าก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเราเน้นในด้านราคาเพียงอย่างเดียวก็จะสู้สินค้าจากจีนที่มีราคาถูกกว่าไม่ได้
3. ปัจจุบันบริษัทมีมุมมองและให้ความสำคัญในด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนภายในและภายนอกองค์กรอย่างไรบ้าง
ในอดีตที่ผ่านมาทางบริษัทได้มีการวิเคราะห์แล้วพบว่าต้นทุนการผลิตนั้นอยู่ในระดับที่สูง ทางบริษัทจึงได้มีการบริหารจัดการระบบต่างๆ เพื่อรองรับแผนการผลิต ซึ่งเราจะแยกบริหารเป็นแต่ละแผนกตามสายการผลิต เมื่อแผนกใดเกิดปัญหาหรือข้อผิดพลาดก็จะมีการตรวจสอบ แก้ไขภายในแผนกเอง ดังนั้น ในบางปัญหาจึงอาจไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง
ทางบริษัทจึงได้เล็งเห็นความสำคัญของระบบการจัดการในด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ที่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี โดยผลที่ได้จาก supply chain management นี้ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงเป็นอย่างมาก เช่น การลดการใช้แรงงานที่มีต้นทุนสูง การจัดระบบลดความผิดพลาดจากบุคลากรลงโดยการนำระบบ IT หรือ software มาช่วย การลดต้นทุนด้านการบริหารคลังสินค้าและการถือครองสินค้าคงคลัง การลดระยะเวลาการตอบสนองคำสั่งซื้อจากลูกค้า การจัดส่งและการเก็บสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งการลดต้นทุนนี้เป็นอาวุธที่สำคัญในการสู้กับสภาวะการแข่งขันที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน
4. ทางบริษัทได้ดำเนินการและได้รับประโยชน์อย่างไรบ้างจากการเข้าร่วม”โครงการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ภาคอุตสาหกรรม กับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักโลจิสติกส์ง
จากการเข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ของกระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้ทางบริษัทได้จัดทำโครงการ ดังนี้
- 1) เปลี่ยนเครื่องทอถุงเท้าเป็นแบบประสิทธิภาพสูง
- 2) เปลี่ยนเครื่องเย็บเป็นแบบประสิทธิภาพสูง
- 3) เปลี่ยนเครื่องรีดถุงเท้าเป็นแบบประสิทธิภาพสูง
- 4) ลดต้นทุนวัตถุดิบคงคลัง RM
- 5) นำด้าย dead stock มาทอถุงเท้าลายใหม่
- 6) การบริหารคลังสินค้าสำเร็จรูป และลดปริมาณ dead stock สินค้าสำเร็จรูป
- 7) วางแผนการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องทอ
ทางบริษัทได้รับความรู้ทางวิชาการและแนวคิดจากอาจารย์ที่ปรึกษาในเชิงลึก ทำให้เข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของปัญหาได้ดีขึ้น ได้รับรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในด้านต่างๆ เปิดโอกาสให้บุคลากรในแต่ละแผนกขององค์กรได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน มีการปรับลดการสูญเสียในทุกด้าน งานแก้ไข รวมถึงการประหยัดทรัพยากรต่างๆ ลดต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง กำหนดและรักษามาตรฐานการบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสุดท้ายที่ทางบริษัทได้รับ คือ ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนที่ลดลงได้หลังเข้าร่วมโครงการ
5. บริษัทมีมุมมองด้านการเตรียมความพร้อมของบริษัท
โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงขยับขยายของกิจการ และนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของอุตสาหกรรม 4.0 อย่างไรบ้าง มุมมองด้านการเตรียมความพร้อมของบริษัท ได้แก่
- 1) การเตรียมความพร้อมด้านสัญญาณ Internet ให้มีความเร็วและความเสถียรที่เหมาะสมในการทำงาน
- 2) การเตรียมระบบการสั่งซื้อ / การสั่งผลิตถุงเท้า / การตรวจสอบการทำงานในระบบออนไลน์ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
- 3) การนำเครื่องจักรใหม่ที่มีเทคโนโลยีการผลิตสูงมาแทนเครื่องจักรเก่า
- 4) การนำเทคโนโลยีที่มีเสถียรภาพมาทดแทนแรงงานที่มีต้นทุนสูง และเพื่อลดผลกระทบจากสภาวะขาดแคลนแรงงานในปัจจุบัน
6. บริษัทมองสถานะของธุรกิจสิ่งทอในปัจจุบันของไทย สถานะการแข่งขัน เป็นอย่างไรบ้าง?
มีกระบวนการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ – กลางน้ำ – ปลายน้ำ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่ง และมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เนื่องจากสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้าเอเชียแปซิฟิก ( TPP ) และข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย - สหภาพยุโรป ( FTATHAI - EU ) ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ได้เข้าร่วม TPP และ FTATHAI - EU ไปแล้วนั้น ส่งผลให้ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปลดต่ำลง ทั้งยังมีผู้ผลิตบางรายเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้ธุรกิจสิ่งทอของไทยมีการแข่งขันที่สูงขึ้นในด้านการแข่งขันกับคู่แข่งในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มีจุดเด่นเรื่อง คุณภาพในการตัดเย็บ เวียดนาม และกัมพูชาที่มีแรงงานราคาถูก แต่สินค้าไทยยังคงมีความได้เปรียบในด้านคุณภาพ ฝีมือการตัดเย็บ และการดีไซน์ ส่งผลให้การส่งออกด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยไปในประเทศกลุ่มอาเซียนยังคงมีอัตรการส่งออกที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงควรเร่งพัฒนา และแก้ไขปัญหาอุปสรรค โดยการเสริมสร้าง และพัฒนาทักษะแรงงานที่มีฝีมือซึ่งขาดแคลนในปัจจุบัน พัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (SupplyChain) ของอุตสาหกรรม ให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการ และการลดต้นทุนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และที่สำคัญ การพัฒนาตัวสินค้าให้มีความหลากหลายตามมาตรฐานสากลเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับต่างๆ โดยเปลี่ยนจากการรับทำการผลิตเพียงอย่างเดียว เป็นการออกแบบ และสร้างแบรนด์ของเราเองนั้นเอง